เทศน์พระ

นักล่า

๘ มี.ค. ๒๕๕๙

 

นักล่า
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมเนาะ ทำไมต้องฟังธรรม ทำไมต้องเน้นย้ำทุกวัน เน้นย้ำทุกวันเพราะว่าอะไร เพราะเราผัดวันประกันพรุ่งไง เพราะหัวใจของเราเห็นไหม เวลาปัจจุบันนี้มันก็อ้างเล่ห์ อ้างไปเรื่อย จะเมื่อนั้น จะเมื่อนั้น เราจะทำจริงทำจังของเราๆ เมื่อ... ต่อเมื่อ เห็นไหม กิเลสมันใช้อุบายเพียงแค่นี้ มันอ้างเล่ห์ไป ผัดวันประกันพรุ่ง ฉะนั้น ฟังธรรมๆ เพื่อตอกย้ำ ตอกย้ำให้เราอยู่กับปัจจุบันนี้

ถ้าเราจะปฏิบัติเราก็จะปฏิบัติปัจจุบันนี้ ถ้าเราจะทำคุณงามความดีเราก็จะทำเดี๋ยวนี้ไง เราจะไม่ไปทำเอาพรุ่งนี้มะรืนนี้ เราจะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เราเป็นคนจริง เราเป็นคนแน่ เราเป็นคนจริงจัง เราเป็นคนที่ทำอะไรทำแล้วจะได้ผล เราจะไปทำต่อเมื่อเราใกล้จะตาย เวลาจะตายแล้วเราจะทำความจริงของเรา สิ่งที่กิเลสมันหลอกมันหลอกแค่นี้ แล้วไปถึงพอเวลาจะตายน่ะ ลืม พอเวลาจะตายขึ้นมามันห่วงชีวิต ห่วงต่างๆ ขึ้นมานี่ กลัวเป็นกลัวตายขึ้นมา ไอ้ที่ว่าจะปฏิบัติเลยก็เอาไว้ชาติต่อไป

นี่ไง เวลามันผัดวันประกันพรุ่ง ที่ฟังธรรมๆ มาตอกย้ำตัวเราเองไง เราช่วยตัวเองไม่ได้ เห็นไหมเวลาหลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่า ที่พระเถระถามว่า “ท่านมั่น ท่านมั่นอยู่ในป่าในเขาแล้วท่านมั่นไปฟังเทศน์จากใคร ท่านมั่นจะไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหน เราอยู่กับตู้พระไตรปิฎก เราอยู่กับตำรับตำราเรายังต้องรื้อค้นอยู่ทุกวันเลย” หลวงปู่มั่นบอกว่า “เกล้ากระผมฟังธรรมทุกวันเลย ฟังธรรมอยู่ตลอดเวลาเลย”

เวลาที่ฟังธรรมๆ เห็นไหมน่ะมันเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันเตือนตัวเองตลอดเวลา ถ้าทำจริงทำจังมันทำที่นี่เห็นไหม อันนั้นคือว่า เวลาธรรมมันเกิด แต่ของเราธรรมมันไม่เกิด กิเลสมันเกิด ฉะนั้น เวลาเราเข้าหมู่มาๆ เพื่อตอกย้ำตรงนี้ ตอกย้ำตรงนี้นะ คนเราจะดีด้วยการกระทำ พระเราจะดีด้วยการประพฤติปฏิบัติ พระเราจะไม่ดีขึ้นมาด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ พระเราจะไม่ดีด้วยสังคมยกย่องสรรเสริญ พระเราจะดีขึ้นมาดีที่คุณงามความดีของเรา ดีที่คุณธรรมของเราไงถ้าศีลสมาธิปัญญาเราทำของเรา จะเป็นประโยชน์กับเรา

ฉะนั้นเราต้องฝึกหัด ดูสิเวลาสัตว์นักล่าเห็นไหม ลูกสัตว์มันเล่นกันๆ ลูกเสือ ลูกสิงโต มันเป็นทารก มันจะเล่นทั้งวันเลย การเล่นนั้นคือการฝึก ฝึกวิชาการล่า ดูสิ เวลาเหยี่ยว เหยี่ยวที่มันจะหาเหยื่อมันต้องฝึกฝนของมัน นักล่ามันฝึกฝนมาตั้งแต่มันเกิด แต่มันฝึกฝนด้วยธรรมชาติของมันไง เวลามันเล่นกัน มันหยอกล้อกัน มันฝึกหัดการล่าของมันไง

ถ้ามันฝึกหัดการล่าเห็นไหมดูสิ ถ้ามันโตขึ้นมา แม่มันขับออกไปจากการดูแลของแม่มันแล้วมันต้องหาอยู่หากินเองไง ถ้ามันล่าประสบความสำเร็จมันก็จะมีอาหารตกถึงท้องมัน ถ้ามันล่าไม่สำเร็จมันต้องทนหิวของมันไป จนกว่ามันจะหัดล่าหัดทำได้ ถ้ามันล่าไม่ได้มันก็ต้องตายไป เพราะมันไม่มีอาหารของมัน นี่คือนักล่า

จิตของเรา จิตของเราเราจะประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะสร้างมรรคสร้างผลของเรา มันเหมือนนักล่า มันต้องขวนขวาย มันต้องมีการกระทำไง ถ้ามีการกระทำ ถ้าเราทำความสงบของใจของเราเข้ามาได้รอบหนึ่ง นี่เราจะได้ธรรมโอสถ เราได้สัจธรรมขึ้นมารอบหนึ่งในหัวใจของเรา มันจะมีความสุขความพอใจในหัวใจของเรารอบหนึ่ง

แล้วฝึกหัดๆ ของเรา เราฝึกหัดของเรา มีสติขึ้นมาเราก็ฝึกหัดของเรา เราไม่ใช่นักล่า ล่ากิเลสไง เราไม่ใช่นักล่าแบบโลกเขา เขาล่าลาภสักการะ เขาอยากมีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ เขาล่าแย่งชิงคุณงามความดี ชิงดีชิงเด่น แล้วมันก็ได้ชิงชั่วนั่นน่ะ มันไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะมันเป็นเรื่องสังคมเรื่องโลกๆ เขาทำกันได้ไง

วิชาชีพของเขานี่ การบริหารจัดการเขาทำของเขาได้อยู่แล้ว เราเป็นพระ เราเป็นพระเห็นไหม ถ้าเราจะล่าเราก็ต้องล่ากิเลสของเราไง นักล่าๆ นักล่าเพื่อดำรงชีพของเขา นักล่ามันต้องฝึกหัดตัวของมัน มันต้องฝึกฝนต้องมีเชาวน์ปัญญามันถึงจะล่าได้ ล่าได้มันก็มีอาหารของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เรานักปฏิบัติๆ เราจะปฏิบัติ เราจะล่ากิเลสของเรา เราจะล่าต้องให้เจอไง ฉะนั้น เวลาทำอะไรก็ทำไม่ได้ ทำสิ่งใดทำไม่เจอ เราอยู่ในหมู่คณะนะ บวชมาเป็นพระมีบริขาร ๘ เช้าก็ออกบิณฑบาต บิณฑบาตเลี้ยงชีพเป็นวัตร สิ่งที่เราเลี้ยงชีพของเรานี่เกิดจากธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา เขาต้องการปรารถนาบุญกุศลของเขา เขาก็ทำบุญกุศลของเขา เขาทำนี่เพราะมันบุญกุศลของเขา ไอ้เรานี่เราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งของเรา เราอยู่ในธรรมวินัยต่างหากเราถึงดำรงชีพได้ เรากินบุญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรากินบุญในสังคมนี้ สังคมนี้เขาเสียสละของเขา แล้วถ้าเรามีความละอาย มีสติมีสัมปชัญญะ เราจะทำประโยชน์กับเราไง

ฉันอาหารของเขาแล้วของญาติโยมแล้วเราจะทำคุณงามความดีอะไรของเรา แล้วคุณงามความดีทางโลก ดูสิวิชาชีพทางช่างเขามีทั้งนั้น ใครจะมีการศึกษามากน้อยขนาดไหน แต่จิตใจของเขาไม่เคยได้สัมผัสธรรม ไม่เคยเห็นสัจจะความจริง เราจะประพฤติปฏิบัติของเราเห็นไหม ปฏิบัติเพื่อหัวใจของเราไง ถ้าเพื่อหัวใจของเรา เพื่อประโยชน์สังคม ผู้มีศีลมีธรรมอยู่ในสังคมใดสังคมนั้นร่มเย็นเป็นสุขนะ ผู้ที่มีแต่ทุศีลมีแต่ความเดือดร้อนไปหมด สังคมที่เขาร่มเย็นเป็นสุข มันก็ไปยุไปแหย่ให้เขาแตกแยกทั้งนั้นนะ

แต่ถ้าผู้มีศีล ในสังคมที่เขาแตกแยกขนาดไหน เขามีปัญหาขนาดไหน ผู้มีศีลไปสมานขึ้นมา เพื่อให้มันเป็นประโยชน์กับสังคมนั้นไง นี่ก็เหมือนกัน เราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราทำเพื่อประโยชน์กับเราไง ประโยชน์เพื่อดำรงชีพของเรา แต่สิ่งที่เขาอยากได้บุญกุศลของเขา เขาทำของเขา มันเป็นหน้าที่ของเขา มันเป็นผลประโยชน์ของเขา เขาทำเพื่อประโยชน์ของเขา เขาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์อะไรกับเราหรอก

สิ่งที่เขาเชิดชูๆ เพื่อศาสนา เพื่อความมั่นคงของศาสนา ชาวพุทธของเราที่อยากจะให้ศาสนา เห็นไหม ศาสนทายาท ส่งต่อกันเป็นรุ่นๆ ไปไง เราก็เป็นพระ เป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสารเลยมาบวชเป็นพระไง ถ้าเราบวชเป็นพระ เราจะประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เราเป็นลูกเสือ ครูบาอาจารย์เราท่านเป็นเสือ เป็นผู้บันลือสีหนาทนะ หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านบันลือสีหนาทของท่าน ท่านทำเพื่อประโยชน์ของท่าน ท่านมีอำนาจวาสนาของท่าน

เราเป็นลูกศิษย์ลูกหา สัทธิวิหาริก นี่ภูมิใจ ภูมิใจว่าเป็นพระป่า ภูมิใจว่าสืบทอดมาจากหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นไง นี่ลูกเสือ ล่าเนื้อไม่เป็น ลูกเสือนี่เห็นไหม มันต้องล่าเนื้อเป็น ต้องจับสัตว์ได้มันถึงมีอาหารของมัน

นี่ไง ถ้าเราจับสัตว์ได้แล้วอาวุธอยู่ที่ไหน ดูสิเสือมีเขี้ยวมีเล็บเพื่อจะจับล่าอาหารของมัน ลูกเสือนี่มันต้องมีลายเสือ ถ้าลูกเสือมีลายเสือนะมันต้องประพฤติปฏิบัติ มันต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ถ้ามันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มันจะมีความอบอุ่นของใจ ถ้ามีความอบอุ่นของใจ เราห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยของพระอรหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ห่มผ้ากาสาวพัสตร์แบบนี้ เราบวชมาเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เราได้นุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์ แล้วจิตใจของเราล่ะ จิตใจของเรามันเป็นอย่างนั้นไหม

ถ้ามันมีคุณธรรมขึ้นมามันภูมิใจ มันภูมิใจนะ เกิดเป็นมนุษย์ไม่เสียชาติเกิด เกิดมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มีคุณธรรมในหัวใจของเราขึ้นมา ถ้ามันมีคุณธรรมในหัวใจของเราขึ้นมา สิ่งนี้มันเป็นธรรมโอสถ ธรรมโอสถมันรักษาไข้รักษาโรคภัยไข้เจ็บในหัวใจของเรา แล้วมันยังเจือจานกับสังคม เจือจานกับบริษัท ๔ เห็นไหม บริษัท ๔ เขาชื่นชมส่งเสริม ส่งเสริมให้เราประพฤติปฏิบัติ ส่งเสริมให้เรามีคุณธรรมขึ้นมา แล้วแบ่งปันผมด้วย แบ่งปันดิฉันด้วย

เพราะดิฉันทุกข์ดิฉันยาก แบ่งปันด้วยๆ แบ่งปันด้วยก็แบ่งปันด้วยการกระทำ สอนโดยไม่ต้องสอน สอนด้วยความเป็นอยู่ของเรา เราอยู่ในที่สงบสงัด เราอยู่ในที่วิเวก เราอยู่ในที่ที่เป็นชัยภูมิ เขาเห็นของเขาๆ ชื่นชม ดูสิคนเขาเห็นสิ่งที่สวยงาม เห็นสิ่งที่มีคุณค่าเขาก็มีความปลื้มใจเป็นธรรมดา ชาวพุทธเราเห็นพระ เห็นพระอยู่ในสมณสารูป เห็นพระอยู่ในธรรมวินัย เห็นพระที่น่าเคารพเลื่อมใส เขาก็มีความปลื้มใจของเขา แล้วเขาได้ทำบุญกุศลของเขา เขาทำด้วยเนื้อนาบุญของเขา เนื้อนาบุญที่มีคุณค่าของเขา เขาทำแล้วเขาปลื้มใจของเขา

นี่ไง ถ้าเราประพฤติปฏิบัติของเราในใจของเรา แบ่งดิฉันด้วยๆ แบ่งดิฉันด้วยก็การดำรงชีพของเรานี่แหละ การดำรงชีพที่การเป็นสมณะของเรานี่เห็นไหม มันรื่นเริง มันชื่นบาน มันพอใจในความเห็นของเขา นี่ไง ถ้าเราประพฤติปฏิบัติได้มันเป็นคุณธรรมในใจเราด้วย แล้วแบ่งปันด้วยศาสนทายาท นี่ไง นี่ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อตอกย้ำตรงนี้

ปฏิบัติให้มันได้ พยายามทำของเราให้มันได้ สิ่งที่ทำมาๆ มันเป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ ทำแล้วมันเป็นประสบการณ์ทำแล้วมันไม่ได้ผลเราก็พยายามละเอียดขึ้น ดูแลให้ดีขึ้น สิ่งใดที่มันเป็นของแสลง สิ่งที่เป็นของแสลง “ของคู่” ถ้าของคู่ เพศตรงข้ามนี่ก็เป็นของแสลง ทุกอย่างเป็นของแสลงทั้งนั้น ถ้าของแสลงแล้วเห็นไหม เวลาพระอานนท์ถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว โลกนี้มีผู้หญิงเข้ามา เข้ามาในบริษัท ๔ เข้ามาในพุทธศาสนา พระควรจะทำตัวอย่างไร”

“อย่าได้เห็น อย่าได้มองเลยดีที่สุด”

“แล้วมีความจำเป็นเพราะเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกันนี่ต้องอย่างไร”

“ก็ตั้งสติไว้ ตั้งสติไว้พูดกับเขาพอสมควร พูดด้วยเหตุด้วยผลของเขา” แล้วถ้าตั้งสติไว้เห็นไหม

นี่ไงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกแล้ว พระอานนท์ถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เลย ว่าของที่แสลงๆ มันควรทำอย่างไร ถ้ามันควรทำอย่างไร ถ้าเรารักษาหัวใจของเรา สิ่งที่เป็นของแสลงเราจะหลบเราจะหลีกเราจะไม่เข้าไปคลุกคลีอยู่กับสิ่งๆ นั้น เพราะว่าผู้ที่เขาเห็น เขารู้จักไง รู้จักถึงธรรมวินัย เราเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคารพศาสดา ธรรมวินัยเป็นองค์ศาสดาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเคารพแล้วเราทำคุณงามความดีของเรา เราทำเพื่อประโยชน์กับเรา เอาตัวรอดให้ได้ก่อน

ถ้าเอาตัวรอดให้ได้ก่อน คนเราไม่มีโรคไม่มีภัยในร่างกายมันจะมีอะไรเป็นของแสลง จิตใจที่มันสะอาดบริสุทธิ์ จิตใจที่มันพ้นจากเชื้อโรคไปแล้วมันจะมีอะไรเป็นของแสลงล่ะ เพราะไม่มีของแสลงนั้นเขาถึงทำประโยชน์ได้เต็มไม้เต็มมือไง แต่เรายังมีโรคมีภัยอยู่ในหัวใจ เราจะทำอะไรสิ่งใดของแสลงนี่มันจะไปกระตุ้นให้โรคภัยไข้เจ็บนี่มันลุกลาม นี่ไง ถ้ามันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเราอยู่ เราต้องดูแลต้องรักษา

เราจะเป็นนักล่า นักล่าถ้ามันผิดพลาดขึ้นไปมันก็เสียชีวิตในการล่ามันนั่นแหละ เวลาล่าไปเห็นไหม มันไปเจอเขาควายอย่างนี้ มันไปเจอเขี้ยวหมูตันอย่างนี้ เสือมันก็ตาย นักล่าๆ นี่มันจะล่าเขานี่มันก็ต้องมีความว่องไว มันต้องมีวิชาของมันมันถึงจะล่าได้ ถ้าล่าด้วยผิดพลาดขึ้นไปก็มีบาดแผลกลับมาทั้งนั้นน่ะ เพื่อจะหาอาหารมาดำรงชีพ มันก็ต้องสละชีพมันเพื่ออาหารของมันเหมือนกัน

เวลานักล่าที่เขาฝึกหัดมาขนาดนั้นมันยังผิดพลาดได้เลย ของเรานี่กิเลสเต็มหัวใจ เราเป็นนักปฏิบัติ เราจะล่ากิเลสของเรา ถ้าเราไม่ล่ากิเลสของเราใครจะล่าให้เรา เราเป็นลูกเสือ เราเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นครูบาอาจารย์ ท่านเอาตัวท่านรอดได้ ท่านปกป้องดูแลเราได้ ท่านมอบวิชาไว้ให้ ข้อวัตรปฏิบัติของเราเห็นไหม ให้มีข้อวัตรปฏิบัติติดหัวมันไปๆ ติดหัวมันไปนี่มันระลึกอยู่ตลอดเวลา มันมีความละอายนะ จะทำสิ่งใดทำด้วยความสุกเอาเผากิน ทำอะไรด้วยพอสักแต่ว่าทำนี่มันละอาย ครูบาอาจารย์ท่านไม่ทำแบบนี้! ครูบาอาจารย์ท่านทำจริงทำจัง ท่านทำของท่านด้วยความจริงจังของท่าน ท่านทำเพราะท่านเห็นประโยชน์ในการกระทำนั้น เพราะท่านทำแล้วมันได้ประโยชน์ของท่านมา ท่านเห็นคุณค่าของมัน ถ้าเห็นคุณค่าของมันท่านรักษาไว้ๆ แล้วมีคนมาลูบๆ คลำๆ มาสบประมาท มันเห็นแล้วมันทนไม่ได้

หลวงตาท่านเห็นแล้วทนไม่ได้เลย ท่านบอกพระเวลาเดินจงกรมเอามือไขว้หลัง มาทำอย่างนี้ ท่านบอกว่ามันทำอย่างนั้นได้อย่างไร ท่านว่ามันไม่เคารพธรรมๆ เลย ถ้ามันเคารพธรรม มันเคารพธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ถ้าเราจะกราบธรรมเราต้องเคารพบูชาสิ ทำด้วยความเคารพเห็นไหม ถ้ามันทำด้วยความเคารพ มันก็มีสติมีปัญญาควบคุมไว้ชั้นหนึ่ง ไอ้ทำด้วยความไม่เคารพ สักแต่ว่าทำ ทำแต่ว่าฉันทำได้ อะไรก็ทำได้ ทำได้ทั้งนั้น แล้วเวลาทำขึ้นมา ปฏิบัติขึ้นมาแล้วไม่ได้ผลสักอย่างหนึ่งเลย ก็ทำแล้วไง ก็ทำด้วยจิตใจอย่างนี้ ทำด้วยความสะเพร่า ทำด้วยความไม่จริงจัง ทำด้วยความเข้าข้างตัวเองตลอด มันไม่เข้าข้างธรรมเลย

ถ้าเข้าข้างธรรมนะ ศีล สมาธิ ปัญญา เรามีสติยับยั้งไว้ ถ้าเดินจงกรม ถ้ามันผิดพลาดขึ้นมา เดินจงกรมแล้วทำไมมันไม่ลง มันไม่ลงมันเป็นเพราะอะไรล่ะ เพราะเราเดินสักแต่ว่าไง เดินไปเหมือนหุ่นยนต์ จิตใจคิดไปร้อยแปด จิตใจไม่มีสติปัญญาควบคุมมันเลย แล้วบอกว่าฉันก็ภาวนาเหมือนกัน ทำไมฉันไม่ได้ล่ะ คนที่เขาภาวนานี่เขาเคารพ เขามีความสัตย์ เดินด้วยความสงบเสงี่ยม อย่าให้สติมันกระจาย มือขวาทับมือซ้ายไว้ระหว่างหน้าท้อง แล้วเดินด้วยสติปัญญาของตน นี่ตั้งใจสิ ตั้งใจทำให้มันได้ อย่าไปแกว่ง อย่าให้มันแตกออกไป แล้วเราก็จริงจังของเรา เท้าให้มันเดินของมันไปโดยสัญชาตญาณของมัน แต่กำหนดสติไว้กับลมหายใจ หายใจออกที่ปลายจมูกนั้นแล้วตั้งใจของเราๆ มันต้องเป็นไปได้ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมควรแล้วมันต้องเป็นธรรมขึ้นมาจนได้

ศีล สมาธิ ปัญญา เราปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติเพื่อค้นคว้าหัวใจของเรา ถ้าเราค้นคว้าหัวใจของเราไม่ได้ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานเราไม่ได้ เวลานักล่าเห็นไหม ดูสิ สถานที่อยู่ของมันโดนมนุษย์บุกรุกจนที่อยู่มันไม่มี อาหารมันก็น้อยลง แล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน มันไม่มีที่อยู่เห็นไหม สัตว์ป่ามันหาที่อยู่ไม่ได้ นักล่ามันไม่มีสถานที่ของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เราจะหาใจของเราๆ มันปกคลุมเราด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากหมดเลย แล้วจะไปหาเหยื่อที่ไหน เราจะล่ากิเลสตัณหาความทะยานอยากเห็นไหมดูสิ สิ่งที่มันฟุ้งซ่านสิ่งต่างๆ เราจะล่า เราจะจับ เราจะจับมัน เราจะเอามันเป็นเหยื่อ แล้วมันอยู่ไหนๆ มันอยู่ไหนเพราะมันหาไม่ได้

นักล่าเขาต้องฝึกหัดนะ ไอ้นี่เราก็จะมาฝึกของเรา ฝึกหัดของเราเพื่อหัวใจของเราไง ถ้าเพื่อหัวใจของเรา เราทำเพื่อประโยชน์กับเรา งานอย่างอื่นมันมีทั้งนั้นน่ะ คนเราเกิดมามันมีหน้าที่การงาน มันต้องมีหาอยู่หากินเป็นเรื่องธรรมดา พระเราเห็นไหม พระก็มาจากคน คนเขายังมีบ้านมีเรือน พระเราก็มีกุฏิมีวิหาร ไอ้เรื่องการกระทำเรื่องรักษามันก็เป็นธรรมวินัย เป็นศาสดาเหมือนกัน เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เราใช้เราสอยนี่เป็นของของสงฆ์ทั้งนั้น

ของของสงฆ์ เราใช้ของของสงฆ์ เราทำให้จิตใจเราชื่นบาน ถ้าเราไม่รู้มันก็พออยู่ได้ ถ้ารู้ว่าทำผิดนะ มันเศร้ามันเหงามันหงอยเลยล่ะ แล้วทำผิดทำอย่างไร เพราะเราไม่รู้ เราไม่ได้ศึกษา นี่ก็เหมือนกัน พระบวชใหม่ก็ดูผู้เก่า ผู้ที่ทำงาน ผู้เก่าผู้กระทำ ทำแล้วเราก็ถนอมรักษา สิ่งที่มันเสียหายไปแล้วเราไม่มีเจตนาทำสิ่งใดอย่างนั้นก็เสียสละไป แล้วสิ่งอื่นเราก็ซ่อมแซมของเราบำรุงรักษาของเรา อันนี้เป็นงานอันหนึ่ง งานดูแลรักษาก็เป็นงานอันหนึ่งนะ เพราะมันเป็นของของสงฆ์

เวลาเขาสร้างวัดสร้างวาขึ้นมา ขอให้ภิกษุจากจตุรทิศ ภิกษุทั้ง ๔ ทิศ ที่ไม่ได้มาขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่สุขอยู่สบาย อยู่สุขอยู่สบายเพื่ออะไร เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของเขา ไอ้เรานี่เห็นไหมดูสิ มันมีแต่น้ำใจต่อกัน ถ้าเขาอยู่สุขอยู่สบาย เราก็อยากอยู่สบาย เราสุขสบายภายนอก กินอิ่มนอนอุ่น กิเลสมันก็ตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติ ฉันแต่น้อย นอนแต่น้อย ไม่นอนเลย แล้วต่อสู้กับกิเลสตลอด

เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่ ความเป็นอยู่นั้นเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ถ้าเรามีสติปัญญานี่กำหนดพุทโธ หายใจเข้าพุธ หายใจออกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ นี่เราจะฝึกหัดแล้ว เราจะล่า ล่าหากิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเรา

นักล่า! นักล่า! นักล่ามีศักยภาพนะ สัตว์มันกลัว สัตว์กินพืชนี่มันต้องดำรงชีพของมันโดยสัญชาตญาณของมัน มันกินพืชมันก็ต้องคอยระวังตัวของมัน เพราะผลของวัฏฏะไง ผลวัฏฏะเห็นไหม ห่วงโซ่อาหาร มันกินกันเป็นชั้นๆ ไป นู่น ยักษ์มนุษย์นี่ แล้วเขาทำอาหารเสร็จแล้วเขามาถวายพระนี่ พระก็ฉันทุกอย่าง อยู่ในกระเพาะนี่ไม่ต้องล่าเลย เขามาใส่บาตรให้ด้วย

แต่เวลากิเลสไม่มีใครทำให้ได้ กิเลสตัณหาความทะยานอยากทุกคนต้องทำของเราขึ้นมาเอง เรามีศักยภาพนะ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระนี่เป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ทำภัตกิจแล้ว ที่เขาถวายมาแล้วฉันแล้วเข้าสู่เรือนไม้ เข้าสู่เรือนว่าง เข้าสู่ที่สงบสงัด ค้นคว้าหาใจของตน นี่ไง ถ้าจิตมันสงบๆ

นี่ไงสิ่งที่สภาวะแวดล้อมๆ ในหัวใจ ถ้าเราหาใจของเราเจอ หาใจของเราเจอมันก็มหัศจรรย์แล้ว แล้วเวลาเราหาใจของเราเจอแล้วนี่ เราออกฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา เราต้องออกฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา เราจะล่าเอากิเลสมาตีแผ่ หามันให้เจอ ถ้าหามันให้เจอ จับให้ได้ จับได้พิจารณาของมันไป แล้วพอพิจารณาของมันไป คนที่ภาวนาเป็น มันมีกิเลสกระทำต่อสู้ในหัวใจมันสนุกนะ ภาวนาไม่เป็นมันก็เฉา มันก็เหงา มันก็หงอย แต่พอเวลาภาวนาเป็นขึ้นไปนี่ มันจะเอาอย่างเดียวๆ

ดูสิ หลวงตาท่านบอกเวลาติดสมาธิอยู่ ๕ ปี บอกว่าให้ออกพิจารณา เวลาออกพิจารณาแล้วมันหลับมันนอนไม่ได้เลย มันหลับมันนอนไม่ได้ มันจะเอาอย่างเดียว นั่นล่ะ ไอ้บ้าสังขาร ไอ้บ้าสังขาร ถ้ามันไม่พิจารณามันก็ไม่รู้ ถ้ามันไม่พิจารณามันจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ก็นี่ติดสมาธิอยู่นี่ จิตมันสงบมันก็ไม่ใช่ เวลาออกมาค้นคว้ามันๆ ก็ต้องค้นคว้าให้จริงให้จัง ขณะที่กำลังค้นคว้าอยู่นี่ มันไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย

นี่ไงเวลามันหาไม่เจอ นักล่าหาเหยื่อไม่ได้มันก็ต้องอดตายของมันไป แต่นักล่าจะหาเหยื่อ เหยื่อมันเป็นฝูงเลย หมูป่าเขี้ยวตันทั้งนั้นเลย มันขวิดเอา มันต่อสู้เอา นี่พยายามสู้กับมันด้วยเขี้ยวด้วยเล็บของตนเหมือนกัน พยายามต่อสู้กันอยู่ สู้แล้วมันไม่จบ มันยันกันอยู่อย่างนั้นมันสู้ไม่ได้ มันทำไม่ได้ แล้วทำอย่างไร ทำอย่างไร

เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไป มันมีแง่มุมหมดทั้งนั้นล่ะ การปฏิบัติไปมันมีแง่มีมุมของมัน นักล่ามันต้องฝึกต้องหัด มันต้องมีเชาว์มีปัญญา ดูสิเวลาสิงโตมันจะล่าสัตว์ มันต้องไปทางใต้ลม ไม่ให้มันได้กลิ่น มันต้องย่องเข้าไป ให้กะได้ระยะไง ถ้าได้ระยะแล้วมันถึงจะล่า ถ้ามันกะระยะไม่ได้ พอมันขยับตัวเหยื่อหนีก่อน มันเหนื่อยเปล่า วิ่งไล่แล้วไม่ได้เหยื่อ เสียพลังงานแล้วไม่ได้ เสียพลังงานด้วย หิวก็หิว แล้วยังเสียพลังงานไปอีก แล้วไม่มีอะไรเข้ามาเติมเต็มกระเพาะเลย โอ๋ย คอตกนะ

นี่เวลาภาวนาเห็นไหม ดูสิ นี่ผลของวัฏฏะ นี่ห่วงโซ่ของอาหาร มันยังกินกันเป็นชั้นๆ มา แต่นี้มันด้วยเวรด้วยกรรมไง แต่ถ้าเราทำคุณงามความดีของเรา เราจะล่ากิเลสของเรา พุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันสงบเข้ามาหาใจของเราให้ได้ ถ้าหาใจของเราเจอ นี่ค้นคว้าหามัน มันซุกอยู่ตรงไหน มันซุกที่ไหน มันดูยังไง ให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต ตามความเป็นจริง มันซุกอยู่ที่ไหน มันพลิกแพลงอย่างไรเราถึงจับต้องไม่ได้ แล้วถ้าจับต้องไม่ได้ ไม่มีกิเลสกับธรรมต่อสู้กัน ธรรมะๆ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นธรรม มันไล่ต้อนขึ้นไป มันต่อสู้ไป มันพิจารณาไป โอ้โฮ มันดี มันสุข มันสุดยอด มนุษย์ทำไมมันประเสริฐขนาดนี้ มนุษย์ทำไมมันมีความสามารถได้ขนาดนี้ มนุษย์ทำไมมันมีคุณธรรมได้ขนาดนี้ นี่เวลาธรรมมันเจริญไง

ถ้าเราไม่รู้จักวิธีรักษา ไม่มีสติปัญญารักษามัน เวลามันเสื่อมนะ มรรคผลไม่มีแล้วล่ะ เราทำขนาดนี้ยังไม่ได้ ใครๆ ก็ทำคงทำไม่ได้อย่างเราหรอก โอ้ย มันมีแต่เรื่องของกิเลสยุแยงตะแคงรั่ว ทำให้จิตใจนี้อ่อนแอไปหมดเลย แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้น นี่ไง เวลาเรานักล่าที่มันกะระยะไม่ได้ ไล่กวดไปแล้วมันจับเหยื่อไม่ได้ พอจับเหยื่อไม่ได้ เราคงไม่มีความสามารถจะมีอาหารกินแล้วล่ะ นอนซมอยู่นี่ รอวันตาย เพราะไม่มีอาหารไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราทำจิตของเราไม่ได้ เรารักษาของเราไม่ได้ เราต้องฝึกหัดๆ ฝึกหัดเห็นไหม นักล่ามันเล่นกันมาตั้งแต่ทารกเล่นกันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อเป็นอาวุธ เพื่อความชำนาญของมัน ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ในปรกติประจำวันของเรา เราก็กำหนดพุทโธของเรา เราใช้สติปัญญาของเรา เราฝึกหัดใจของเรา เราพยายามสร้างสมของเราขึ้นมาให้เรามีกำลังใจขึ้นมา เราต้องทำได้ ครูบาอาจารย์ท่านทำของท่านมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไปแล้ว เพราะตรัสรู้เองโดยชอบ ค้นคว้าเองด้วยตัวของท่านเอง แล้วท่านถึงเป็นศาสดาไง ไม่ได้เรียนมาจากใครทั้งสิ้น เวลาเทศนาว่าการ ตั้งแต่เทศน์ธัมมจักฯ มา ปัญจัควัคคีย์มีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ความสำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้นเพราะมันมีคุณธรรม มีสัจจะมีความจริง สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านทำของท่านมา ท่านทำของท่านได้ ท่านเป็นมนุษย์ของท่าน ท่านพยายามขวนขวายของท่าน

ในปัจจุบันนี้โลกเจริญๆ โลกเจริญคือทฤษฎีเจริญ ทางวิชาการเจริญ การศึกษาเจริญ เราบริหารจัดการการศึกษา เด็กมาให้มีการศึกษาให้หมด พระบวชมาแล้วต้องมีการศึกษาต้องมีความเข้าใจ ตำรับตำราเราค้นคว้ามานี่ด้วยปริยัติ ด้วยเชาวน์ปัญญา เรามีแนวทางทั้งนั้น เราปฏิบัติได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ที่มันเป็นเหลวเป๋วแหลกเหลวเพราะว่าเราไม่จริงจังเท่านั้นเอง มันคว้าน้ำเหลว ไม่จริงไม่จัง ไม่จริงไม่จังแล้วไม่มีสติปัญญาต่อสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

ในกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันสู้ไม่ได้ มันทนไม่ไหว มันชักมันนำ มันโน้มน้าวไป เชื่อมันไปหมดเลย อารมณ์นั่นแหละ อารมณ์ความรู้สึกนี้ไปเกาะเกี่ยวอยู่นั่นน่ะ แล้วเสียเวลาไปกับมัน เป็นวันๆ เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ เสียเวลาอยู่อย่างนั้น ทำไมไม่ปล่อยวาง ทำไมไม่กลับมาตั้งสติ ทำไมไม่กลับมาคำบริกรรม ๒๔ ชั่วโมงเวลามันพร้อมอยู่แล้ว ฝึกหัดสิๆ นักล่ามันต้องฝึกหัด จับเหยื่อให้ได้ๆ ถ้ามันจับเหยื่อได้มันก็มีอาหาร

ถ้ามันจับเหยื่อไม่ได้เห็นไหมดูสิ สิงโต จ่าฝูงเห็นไหม มันนอนเฉยๆ ให้ลูกน้องมันไปล่า ล่าเสร็จแล้วนะมันกินก่อน มันกินก่อน มันใช้กำลังน้อยที่สุดกินมากที่สุด มีหน้าที่อย่างเดียวคือปกป้องฝูง นี่ไง แต่ของเรานี่เราต้องล่ามาๆ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ล่ามันก็ไม่ได้อาหาร ถ้าเราไม่ล่าเราก็ดำรงชีพไว้ไม่ได้ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติปัญญาจนกว่าที่เราค้นคว้าหาจิตของเราเจอ เราจะไปภาวนาที่ไหน

การศึกษาเจริญ โลกเจริญ ทุกอย่างเจริญหมด แล้วมันก็มีแต่ภาคปริยัติ มันปฏิบัติในภาคปริยัติไง บวชมาเป็นพระป่า แล้วก็มีการศึกษา แล้วก็ใช้ตรรกะ พูดธรรมะอย่างนั้นน่ะแต่ไม่มีความรู้จริง เพราะมีความรู้จริงมันทุกข์นะ ไฟสุมขอน กิเลสมันเผาลนในใจแต่พูดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไฟสุมขอนๆ มันไม่ใช่นักล่าตัวจริง มันเป็นไฮยีน่า คอยให้เขาล่าแล้วไปแย่งอาหารเขา มันไม่ใช่นักล่า ให้เขาล่า พอเขาล่าเสร็จแล้วมันก็ไปแย่งอาหารเขา แย่งอาหารเขากินหมดทุกอย่าง

นี่ก็เหมือนกัน ศึกษามาๆ... ไม่ใช่ต่อต้านการศึกษา การศึกษานี่มันศึกษามาเพื่อเป็นความรู้นี่ถูกต้อง แต่ความรู้นั้นมันเป็นความรู้ในภาคปริยัติ มันต้องเป็นภาคปฏิบัติต้องเป็นความรู้จริง ถ้าความรู้จริงมันเกิดขึ้น แล้วความรู้จริงมันเกิดขึ้นมันต้องเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ มันเป็นนักวิทยาศาสตร์ มันต้องพิสูจน์ตรวจสอบ มันต้องเป็นคนพิสูจน์ เป็นคนตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วมันเข้าใจ มันเป็นทางวิชาการที่เรารื้อค้น เราทำวิจัยของเราเองมันถูกต้อง ทั้งๆ ที่ธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเป็นทฤษฎีที่ชัดเจน แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ ไม่สามารถตรวจสอบ ไม่สามารถวิเคราะห์วิจัยให้รู้จริงขึ้นมาในใจของเราได้

ถ้าไม่รู้จริงของเราได้ มันไม่ได้ชำระล้างกิเลสในหัวใจของเรา มันก็เป็นไฟสุมขอนอยู่อย่างนั้น แล้วเวลาพูดธรรมะเห็นไหม ศึกษามาๆ ศึกษามาก็เทียบเคียงไง ใช่ อารมณ์อย่างนี้เทียบเคียงอย่างนี้ๆ แต่อารมณ์อย่างนี้เทียบเคียง เทียบเคียงไม่ใช่ของเรา ของเรามันต้องเกิดจากศีล สมาธิ ปัญญา มันต้องเกิดจากสติ เราต้องล่าเอง เราต้องทำของเราเอง ถ้าเราทำของเราเอง เราเป็นนักปฏิบัติ เราเป็นลูกเสือ

ครูบาอาจารย์ของเรามีชื่อเสียงนะ หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นเป็นที่เคารพศรัทธาของสังคม แล้วประพฤติปฏิบัติจนมันเป็นที่ไว้ใจ พอเป็นที่ไว้ใจเราก็ศึกษาไง ศึกษานี่ก็เป็นปริยัติ ศึกษานี่จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง แต่มันยังไม่เป็นจริงของเรา เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการ สิ่งใดที่เป็นสำคัญๆ พูดไม่ได้ ข้ามไปก่อนๆ อะไรที่เป็นความสำคัญข้ามไปก่อนๆ เพราะกิเลสของคนมันร้ายนัก มันจะจำ จำแล้วมันสร้างภาพ หลวงปู่มั่นท่านพูดอย่างนี้ประจำเลย เพราะว่าท่านเองท่านก็ค้นคว้าของท่านมา

เวลาหลวงตาท่านเทศน์ใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนี้ แต่พอสุดท้ายแล้วท่านบอกว่าหมดไส้หมดพุงๆ ไอ้เราสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่น่าจะศึกษาน่าจะจดจำ แต่จดจำขึ้นมาเป็นแนวทาง จดจำขึ้นมาเป็นประเด็น จดจำขึ้นมาแล้วเราต้องฝึกหัดของเราขึ้นมา สิ่งที่ครูบาอาจารย์เราท่านมีความชำนาญของท่าน ท่านล่าเหยื่อมากองไว้เต็มเลย จะกินประเภทใด จะเป็นหมูป่า เป็นเก้ง เป็นกวาง กองอยู่เต็มเลย เราล่าไม่เป็นสักตัวหนึ่ง ล่าอะไรก็ไม่ได้ แต่ก็ไปเอาซากสัตว์ของครูบาอาจารย์ที่ท่านล่ามา เอามาโฆษณาชวนเชื่อ มันไม่เป็นจริง มันนักล่าจอมปลอม มันไม่ใช่นักล่าจริง

ถ้านักล่าจริงเห็นไหม นั่นเป็นของครูบาอาจารย์ของเรา ท่านมีผลงานของท่าน ท่านล่ามาได้เต็มเลย จะเนื้อ จะเก้ง จะกวาง จะสัตว์ชนิดไหน อู้ฮูกองเต็มเลย จะกินอะไรก็ได้ อิ่มหนำสำราญ ไอ้ของเราล่ะ เราอาศัยเศษเนื้อจากท่าน แต่เวลาเราจะทำจริงทำจังของเรา เราจะย้ายถิ่นของเรา เราจะมีอาณาเขตของเรา เราก็ต้องมีความสามารถล่าของเราได้

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตเราสงบแล้ว เราฝึกหัดของเรา เรามีความรู้จริงของเรา ถ้ามีความรู้จริงของเรา จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง สมณสารูป ดูสิ บริษัท ๔ เขาก็ต้องการการชี้นำจากศาสนทายาท ผู้ที่มีคุณธรรมจริงเราก็สามารถชี้นำได้ สามารถบอกเขาได้ จะสามารถบอกเขาได้ เราต้องบอกตัวเราเองได้ก่อน เราจะทำในตัวของเราเองได้แล้ว เราล่ากิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรามาตีแผ่ในใจของเราได้แล้ว เราพิจารณาของเราแล้ว เราได้ตรวจสอบวิเคราะห์วิจัยจนจบสิ้นกระบวนการของมันแล้ว แล้วพิสูจน์ซ้ำมันก็เป็นสัจจะความจริงเหมือนกัน

อริยสัจมันมีหนึ่งเดียว ถ้ามันพิสูจน์แล้วตรวจสอบแล้วถึงเป็นความจริง แล้วเวลามันสมุจเฉทฯ มันขาดไปแล้วเห็นไหม มันไม่มี มันไม่มีมันหมดสิ้นไป มันหมดสิ้นไป มันถึงเอากระบวนการอย่างนี้ เอาการกระทำอย่างนี้ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง นักล่าจะส่งต่อส่งถ่ายไป ดูสิ ลูกเสือเวลามันเล่นกันสอนกัน พ่อแม่มันยังห้าม พ่อแม่มันยังคอยควบคุมอยู่ นี่ก็เหมือนกันสัจจะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อริยสัจมันมีหนึ่งเดียว เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะรู้ตามความเป็นจริงขึ้นมา เพื่อสัจธรรมของเราขึ้นมา เรารู้ เราเป็น เราวิเคราะห์ เราวิจัยขึ้นมาในใจของเรา มันเป็นหน้าที่การงานของเราไง

นี่ฟังเทศน์ๆ ฟังเทศน์ทุกวัน ฟังเทศน์อย่างนี้ฟังเทศน์จากครูบาอาจารย์นะ หลวงปู่มั่นท่านบอกท่านอยู่ในป่านี่ฟังเทศน์ทุกวันเลย ฟังตลอด ธรรมมันเกิดๆ สัจธรรมมันเกิด ฟังทุกวันเลย ฟังทุกวันเพราะท่านประพฤติปฏิบัติจิตใจมันโล่งโถงไง จิตใจมันควรแก่การงาน มันเปิดกว้าง นี่ธรรมมันถึงผุดขึ้นมา ธรรมมันถึงแสดงขึ้นมา ไอ้ของเรานี่มันเป็นน้ำเสีย น้ำเสียปลาก็อยู่ไม่ได้ สิ่งใดจะผุดขึ้นมาก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะผุดขึ้นมาเลย มันมีแต่ของเน่าเสียผุดขึ้นมากลางหัวใจ มันทุกข์ไหม มีแต่ของผุดขึ้นมามีแต่ของเสีย ของเสียไม่มีออกซิเจน สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้

หัวใจของเราน่ะ แต่ถ้าเราพยายามกำหนดพุทโธ แล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิกดมันให้ได้ ถ้ากดไม่ได้นี่รีไซเคิล น้ำเสียมารีไซเคิลให้มันเป็นน้ำดีขึ้นมา ถ้ามันน้ำดีขึ้นมาแล้วสิ่งมีชีวิตมันก็ฟื้นฟูขึ้นมา เดี๋ยวสัตว์น้ำมันก็มา ทุกอย่างมันมาแล้วมันอุดมสมบูรณ์ไปหมดเลย ถ้าเราทำของเรา นี่เราปฏิบัติของเราเห็นไหม เรานักล่า ล่ากิเลสตัณหาความทะยานอยาก ล่าในขอบเขตในใจเรานี่ หัวใจนี่ สิ่งนี้เราหามันอยู่ไง มันอยู่กับเรา อยู่วัดก็หัวใจดวงนี้ มาฟังเทศน์ที่นี่ก็เป็นหัวใจดวงนี้ เดี๋ยวกลับไปก็เป็นหัวใจดวงนี้ ขอบเขตมันก็หัวใจดวงนี้ เวลามาเข้าหมู่คณะมันก็รื่นเริง มันก็เป็นปฏิสันถาร เรามีน้ำใจต่อกัน

เวลาเรากลับไปแล้ว หัวใจเราดวงเดียว หัวใจเราดวงเดียวมันจะเป็นสระที่มีออกซิเจน สระที่มีสภาวะสมบูรณ์ มีแต่สิ่งมีชีวิต มีแต่ความรื่นเริง หรือมันจะเป็นสระที่ว่ามีแต่น้ำเสีย มีแต่ของเสีย มีแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย นี่มันพิจารณาได้ มันทำได้ มันทำให้เจริญงอกงามขึ้นมาได้ อยู่ที่ปัญญาของเราไง อยู่ที่น้ำจิตน้ำใจของเรา อยู่ที่ความจริงจังของเรา นี่ฟังธรรม ฟังธรรมๆ เตือนหัวใจนี่ เวลาหลวงตาท่านเทศน์นะ แต่ท่านบอกท่านเทศน์เพื่อท่านด้วย ตั้งแต่ตัวท่านลงไป

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเทศน์ขึ้นมาเนี่ย ทุกคน สัตว์โลก เห็นไหม สัตว์โลกที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทุกดวงใจว้าเหว่ เว้นไว้แต่ประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์เท่านั้น สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะโดยอวิชชาปิดตาไว้ แล้วก็หมุนไป นี่ก็ผัดวันประกันพรุ่ง ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี เวียนไป พรรษาแล้วพรรษาเล่า ๒๔ ชั่วโมงแล้วก็ ๒๔ ชั่วโมงเล่า เราต้องปฏิบัติตามความจริงของเรา

พยายามหาและค้นคว้า สุดท้ายมันเป็นจริงไง เวลาเราเป็นลูกเสือนะ อยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านคุ้มครองดูแลเรา แต่เราต้องเติบโตขึ้นมา เวลาเติบโตขึ้นมาแล้วนี่พ่อแม่มันก็จะให้ออกไปให้อยู่หากินเอง เราก็ต้องเติบโตขึ้นมา เราต้องมีจิตใจที่มั่นคง จิตใจที่เอาตัวรอดได้ แล้วเวลาบริษัท ๔ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง สิ่งที่สมณสารูปที่เราสร้างสมขึ้นมาของเราได้ ได้ในใจของเราแล้ว สิ่งนี้ไม่ต้องไปอวดใคร

ทุกคนเขามีหูมีตา ความที่มีหูมีตาเขาแสวงหาความจริง โลกนี้ต้องการความจริง โลกนี้ต้องการของดี โลกนี้ไม่ต้องการของไม่ดี แล้วถ้าจิตใจมันดี มันดีมันดีในตัวมันเอง มันชั่วมันก็จะชั่วในตัวมันเอง ถ้าชั่วในตัวมันเองทุกคนห่างไกล เขาไม่เข้าไปใกล้หรอก มันเหม็น

นี่ก็เหมือนกัน ความดีความชั่วในใจของเรามันของเราเอง ไม่ต้องไปโชว์ไม่ต้องไปอวดใคร สร้างคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราดูแลหัวใจของเรา เราไม่จองเวรจองกรรมอะไรทั้งสิ้น ผลของวัฏฏะมันมาสบกันมาพบกัน มันก็ต้องพลัดพรากจากกันไป เราดูแลใจเราอย่างเดียว เรารักษาใจของเราอย่างเดียว

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เราจะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสถิตอยู่กลางหัวใจนี้ เราจะเคารพครูบาอาจารย์ของเราในกลางหัวใจนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมก็กราบธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รื้อค้นขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราแสวงหาสิ่งนี้ จิตใจของเรามันเร่าร้อน จิตใจของเรามันมีแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากควบคุมมันอยู่ เราจะมีคุณธรรมมีสัจธรรมค้นคว้าไล่ล่าไอ้ความไม่ดีไอ้ความชั่วร้าย แล้วเอามาตีแผ่ เอามาพิจารณาของมัน ถึงที่สุดด้วยปัญญาญาณ เห็นไหมต้องตัด เวลามันขาดเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปมันจะเป็นสมบัติของเรา มันจะเป็นอกุปปธรรม มันเป็นสัจธรรม

เราจะล่าความจริง เราจะล่าคุณธรรม เราจะล่าสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจ เราจะเป็นนักล่าที่มีเขี้ยวมีเล็บ จะเป็นนักล่าที่มีสติมีปัญญา ไม่ใช่เซ่อๆ เซ่อๆ เที่ยวไปกินเศษเนื้อของใคร เราจะเอาแต่คุณงามความดีของเรา เอาแต่ประโยชน์ของเราเพื่อใจดวงนี้ เอวัง